ตอนที่ 1758 ของล้ำค่าในหอราชัน
เวลานี้ เถ้าแก่ร้านเฒ่านำพาหลี่ชิเย่เดินชมและประเมินค่าสินค้าภายในร้าน หลี่ชิเย่เพียงมองดูสินค้าที่อยู่ภายในร้านด้วยท่าทีเรียบเฉยเท่านั้นเอง
พวกของสือโส่ว เสิ่นเสี่ยวซันต่างเดินตามหลี่ชิเย่อยู่ด้านหลัง เวลานี้ พวกเขาต่างมีความระมัดระวังตัวขึ้นมา หากไม่ทันระวังเกิดเผลอทำให้สินค้าที่มีมูลค่าหลายสิบล้านต้องเสียหายไปชิ้นสองชิ้น นั่นหมายถึงเอาสำนักต้นไม้เหล็กขายไปยังไม่พอที่จะชดใช้ให้เขา
สำหรับเฮ่อเฉินที่ก่อนหน้าตื่นตระหนกจนเหงื่อเย็นไหลโทรมกายในเวลานี้ ยิ่งเดินชิดเข้ามาอย่างระมัดระวัง กระทั่งเดินเขย่งเท้า เรียกได้ว่าระวังที่สุดเท่าที่จะทำได้
เวลานี้ ต่อให้เขาใจกล้าเพียงใดก็ตาม ก็ไม่กล้าไปจับต้องลูบคลำสิ่งของที่ถูกโยนทิ้งเอาไว้ตามพื้น หรือวางอยู่บนโต๊ะอีกต่อไป หากเป็นของล้ำค่าที่ประเมินราคาไม่ได้ ต่อให้ขายสำนักต้นไม้เหล็กไปก็ไม่พอที่จะชดใช้
“ท่าน ลองดูหินแดงชาดก้อนนี้เป็นอย่างไรบ้าง” เถ้าแก่ร้านเฒ่าที่พาเดินชมและประเมินค่าสินค้าภายในร้านจะนำสิ่งของออกมาเป็นระยะๆ ซึ่งสิ่งของเหล่านี้จะถูกวางบนโต๊ะไปอย่างนั้นหรือทิ้งขว้างอยู่ตามพื้นทั้งสิ้น
อีกทั้งสินค้าจำนวนไม่น้อยที่อยู่ภายในร้านหากไม่เต็มไปด้วยฝุ่นก็คือเต็มไปด้วยใยแมงมุม ถ้าหากไม่เป็นเพราะคำพูดก่อนหน้านั้นของหลี่ชิเย่ล่ะก็ ยากจะทำให้ผู้คนเชื่อว่าของที่อยู่ภายในร้านจะล้ำค่าถึงเพียงนั้น และมีราคาได้ขนาดนั้น
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเถ้าแก่ร้านเฒ่าจะหยิบเอาของสัพเพเหระมาให้หลี่ชิเย่ได้ชื่นชม ที่เขานำมาให้ชมล้วนแล้วแต่เป็นของล้ำค่าทั้งสิ้น
แต่ว่า ของล้ำค่าที่มีมานับแต่โบราณกาลที่ผ่านมา มีสิ่งใดที่หลี่ชิเย่ไม่เคยพบเห็นมาเล่า ต่อให้เป็นสิ่งของล้ำค่าที่เถ้าแก่ร้านเฒ่าตั้งใจคัดเอามาเป็นพิเศษเพื่อให้หลี่ชิเย่ได้ชมและประเมินค่านั้น หลี่ชิเย่เพียงยิ้มไปตามอารมณ์ หรือติชมตามอารมณ์ไปสองสามคำเท่านั้น
เมื่อเถ้าแก่ร้านเฒ่าหยิบเอาหินแดงชาดก้อนนี้ออกมาให้หลี่ชิเย่ประเมินค่านั้น หลี่ชิเย่เพียงยิ้มๆ นิดหนึ่งเท่านั้น และกล่าวว่า “หินแดงชาดที่ได้มาจากสายแร่ศักดิ์สิทธิ์ที่ทิ้งร้างแม้จะล้ำค่า แต่หากเปรียบเทียบกับหินเนตรปีศาจล่ะก็ เรียกว่าห่างชั้นกันมากทีเดียว”
สำหรับสินค้าที่เถ้าแก่ร้านเฒ่านำออกมานั้น บางชิ้นหลี่ชิเย่กระทั่งขี้คร้านแม้แต่จะวิจารณ์สักคำสองคำ เพียงมองไปทีหนึ่งเท่านั้น ก็เพียงพอทำให้เถ้าแก่ร้านเฒ่ารู้ว่าไม่เข้าตาของหลี่ชิเย่
“ท่อนไม้แก่ท่อนนี้เป็นไงบ้าง” เถ้าแก่ร้านเฒ่าหยิบเอาท่อนไม้เก่าแก่สีดำออกมาท่อนหนึ่ง แข็งดั่งเหล็ก บนท่อนไม้นั้นมีรูที่ถูกหนอนเจาะเอาไว้ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่อยู่หลายรู
“แค่ไม้เสียงมู่แก่เท่านั้นเอง จอมราชันและเซียนหวางจำนวนไม่น้อยนิยมนำมาทำเป็นเก้าอี้ แต่ว่าไม้เสียงมู่แก่ค่าของมันอยู่ที่รูหนอนเจาะ เพราะมันเป็นเจาะของไหมหงส์ มีราคาที่แน่นอน ท่อ นไม้เสียงมู่ท่อนนี้ของเจ้ามีรูหนอนเจาะแค่ไม่กี่รูเท่านั้น ก็แค่งั้นๆ แหละ” หลี่ชิเย่แค่มองดูทีหนึ่งแล้วก็วิจารณ์ออกมาตามอารมณ์เท่านั้น
เถ้าแก่ร้านเฒ่านำเอาสินค้าบางส่วนให้หลี่ชิเย่ได้ประเมินราคาและวิจารณ์ ปรากฎว่าสินค้าส่วนใหญ่ได้ไม่ได้รับคำวิจารณ์แม้แต่คำเดียว มีส่วนน้อยที่หลี่ชิเย่เพียงวิจารณ์ไม่กี่คำเท่านั้นเอง
แต่ว่า ด้วยคำวิจารณ์เพียงไม่กี่คำก็ทำให้พวกของสือโส่วได้ฟังด้วยความหวาดระแวง สายแร่ศักดิ์สิทธิ์อะไร หรือหนอนไหมหงส์อะไรนั่น ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิด สำหรับพวกเขาแล้วสิ่งของเหล่านี้ล้วนแล้วแต่อยู่ในตำนานเท่านั้น
ขณะที่เวลานี้ สิ่งที่อยู่ในตำนานกลับอยู่ใกล้พวกเขาเหลือเกิน อยู่ใกล้แค่เอื้อมเท่านั้น แล้วจะไม่ให้พวกเขารู้สึกหวาดกลัวด้วยความระแวงได้อย่างไร พวกเขาไม่นึกไม่ฝันเลยว่า ร้านค้าที่เสมือนหนึ่งเป็นที่เก็บขยะกลับมีของล้ำค่ามากมาย มันเป็นสิ่งที่ทำผู้คนไม่อยากจะเชื่อเลย
อย่างไรก็ตาม สำหรับสิ่งของที่ล้ำค่าจนพวกสือโส่วไม่สามารถจินตนาการได้ หลี่ชิเย่กลับมีคำวิจารณ์เพียงไม่กี่คำเท่านั้น กระทั่งของล้ำค่าบางชิ้นเขาไม่สนใจจะมองสักครั้งด้วยซ้ำ
ของล้ำค่าที่อยู่ภายในร้านสร้างความหวาดกลัวด้วยความหวาดระแวงมากพออยู่แล้ว ขณะที่ท่าทีของหลี่ชิเย่ายิ่งทำให้พวกเขาต้องอ้าปากค้าง ของล้ำค่าเหล่านี้ชาตินี้พวกเขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้สัมผัส หลี่ชิเย่ในเวลานี้กลับไม่อยากแม้แต่จะมองดูสักครั้งหนึ่ง กระทั่งดูเหมือนเป็นของไร้ค่า ช่างเป็นความอหังการเพียงใด เป็นความรู้ประสบการเช่นใด พวกเขาดิ้นรนชั่วชีวิตก็ไม่สามารถเอื้อมไปได้ถึง
เวลานี้ ภายในใจของสือโส่วรู้สึกหวั่นไหวยิ่งนัก นาทีนี้เขาต้องเลื่อมใสในความมีสติปัญญาของศิษย์พี่ของตนอย่างแท้จริง มิน่าเล่าศิษย์พี่ของเขาจึงได้เอาอกเอาใจหลี่ชิเย่ทั้งที่เป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนธรรมดาคนหนึ่งถึงเพียงนี้ ด้วยสุดยอดความรู้ความสามารถของเขา ไม่ว่าจะไปอยู่ที่สำนักใดก็ตาม ก็ต้องถูกยกย่องให้เป็นของล้ำค่า
เดิมทีเฮ่อเฉินไม่สบอารมณ์กับหลี่ชิเย่มาโดยตลอด และไม่มีความรู้สึกที่ดีกับหลี่ชิเย่ตลอดมา แต่ว่า เวลานี้เขาต้องอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออกเป็นเวลานาน จ้องมองดูหลี่ชิเย่เหมือนเห็นปีศาจตนหนึ่งอย่างนั้น
เขาไม่สามารถจินตนาการได้ว่า เฉกเช่นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาอย่างหลี่ชิเย่ อายุอานามก็ไม่เห็นว่าจะแก่กว่าตนสักเท่าไร แต่ว่าเปี่ยมด้วยความรู้ ทำให้เขาแทบไม่กล้าไปจินตนาการ ในเวลานี้เขาถึงกับอยากเชื่อว่าหลี่ชิเย่นั้นเป็นปีศาจ เขาอยากจะเปิดสมองของหลี่ชิเย่ออกมาดู ว่าภายในสมองมีสิ่งใดที่แตกต่างจากคนทั่วไป ถึงได้มีความรู้เช่นนี้ได้
ปรกติแล้ว เฮ่อเฉินมีความภูมิใจในพรสวรรค์ของตนอยู่สามส่วน เขามั่นใจตัวเองว่าเป็นคนไม่โง่ และเรียนรู้อะไรต่างๆ ได้รวดเร็ว และรู้อะไรต่างๆ อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
แต่ว่า มาวันนี้เมื่อเทียบกับหลี่ชิเย่ที่เป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น เขารู้สึกละอายตัวเอง ถ้าหากความรู้ของหลี่ชิเย่เปรียบเหมือนมหาสมุทรล่ะก็ ความรู้ของเขาเทียบไม่ได้แม้แต่แอ่งน้ำเล็กๆ ยังไม่ปาน
สำหรับความรู้ที่ปราศจากผู้เทียบเทียมของหลี่ชิเย่นั้น มีเพียงเสิ่นเสี่ยวซันที่ไม่รู้สึกหวั่นไหวอีกแล้ว ขณะที่หลี่ชิเย่ประเมินสินค้าที่อยู่ในมือของเถ้าแก่ร้านเฒ่าด้วยท่าทีที่เอ้อระเหยไม่สะทกสะท้านนั้น ท่าทีของหลี่ชิเย่ที่เหมือนมีอยู่ในใจแล้วนั้น ในสายตาของเสิ่นเสี่ยวซันมันช่างเป็นอะไรที่ดึงดูดใจผู้คนเหลือเกิน ช่างเป็นเสน่ห์ที่ปราศจากที่สิ้นสุด คู่สายตาของนางขณะมองไปที่ตัวเขาถึงกับดูสว่างเป็นประกายขึ้นมา
พริบตาเดียวนี้ เสิ่นเสี่ยวซันรู้สึกว่าในโลกหล้าไม่มีสิ่งใดมีเสน่ห์มากไปกว่าผู้ชายที่มีความรู้เต็มเปี่ยม ไม่มีอะไรที่จะมีเสน่ห์มากไปกว่าผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าอีกแล้ว
สำหรับสินค้าของเถ้าแก่ร้านเฒ่าล้วนแล้วแต่ไม่เป็นที่สนใจของหลี่ชิเย่มากมายนัก พวกเขาติดตามเถ้าแก่ร้านเฒ่าเดินไปเรื่อยจนท้ายที่สุด ได้มาหยุดลงตรงหน้าตู้ใบหนึ่ง มองดูสิ่งของที่จัดวางอยู่ภายในตู้ใบนั้น
ตู้ใบนี้มีขนาดเล็กมาก ภายในตู้เต็มไปด้วยฝุ่น ไม่รู้ว่าตู้ใบนี้ไม่ได้มีการดูแลมานานเท่าไรแล้ว ภายในตู้ใบนี้มีสิ่งของสิ่งหนึ่งวางอยู่ ทั่วทั้งร้านก็มีเพียงสิ่งของชิ้นนี้เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น ที่ถูกจัดวางเอาไว้อย่างดีภายในตู้ สำหรับชิ้นอื่นๆ หากไม่วางไปตามอำเภอใจก็ถูกทิ้งขว้างอยู่ทั่วไป
สิ่งของที่อยู่ภายในตู้ปราศจากฝุ่นแม้แต่นิดเดียว ดูแล้วน่าจะมีคนมาคอยเช็ดถูทำความสะอาดอยู่เสมอ ลองนึกภาพดู ของล้ำค่าอื่นๆ ทุกชิ้นที่อยู่ภายในร้านถูกทิ้งขว้างไปทั่ว ของล้ำค่าจำนวนมากหากไม่เต็มไปด้วยใยแมงมุมก็จะถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่น
ทั้งร้านมีเพียงของที่อยู่ในตู้ชิ้นนี้แหละที่ไม่มีฝุ่นจับ และมองออกว่าของชิ้นนี้ล้ำค่าเพียงใด
เมื่อหลี่ชิเย่หยุดเดินและมองดูสิ่งของชิ้นนี้ พวกของสือโส่วทั้งสามคนก็ยืนอยู่ด้านหลังและมองดูของชิ้นนั้นอย่างละเอียด
ของชิ้นนี้ดูไปแล้วไม่ได้แปลกพิสดารอะไร ดูไปแล้วคล้ายเป็นแผ่นทองแดงโบราณ หรือจะกล่าวให้ถูกต้องก็คือเหมือนเป็นเศษชิ้นส่วนที่แตกหักจากชามทองแดง ขนาดของมันเท่าๆ กับฝ่ามือ ขอบของมันไม่เรียบและดูเป็นรอยที่เก่าแก่ดึกดำบรรพ์ยิ่ง ดูไปแล้วแผ่นทองแดงนี้น่าจะมีอายุที่นานมากมาแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นเสิ่นเสี่ยวซันหรือว่าเฮ่อเฉิน กระทั่งสือโส่ว ไม่ว่าพวกเขาจะดูอย่างไรก็ดูไม่ออกว่าแผ่นทองแดงนี้ล้ำค่าที่ตรงไหน แต่พวกเขารู้ว่าของทุกชิ้นที่อยู่ในร้านนี้ล้วนแล้วแต่ไม่ธรรมดา ดังนั้น พวกเขาจึงไม่กล้าดูแคลน
“ของชิ้นนี้ล้ำค่าที่ตรงไหนเล่า” เมื่อคนหนุ่มที่ไม่ชอบอยู่นิ่งอย่างเฮ่อเฉินเห็นหลี่ชิเย่จ้องมองดูแผ่นทองแดงนี้ตลอดโดยไม่พูดอะไรออกมา จึงอดที่จะเอ่ยถามเถ้าแก่ร้านเฒ่าไม่ได้
“ของชิ้นนี้เป็นของล้ำค่าประจำตระกูลของพวกเรา สืบทอดต่อกันมาทุกรุ่น และถูกวางเอาไว้ตรงนี้ตลอดมา” เถ้าแก่ร้านเฒ่ามองดูแผ่นทองแดงนี้ด้วยความเคร่งขรึมและเคารพว่า “ของชิ้นนี้มีฐานะที่ไม่มีสิ่งใดสามารถทดแทนได้สำหรับตระกูลของพวกเรา”
เมื่อเถ้าแก่ร้านเฒ่ายังพูดเช่นนี้ ทำให้พวกของเฮ่อเฉินถึงกับหวั่นไหว เช่นนี้แล้วแสดงว่าแผ่นทองแดงนี้จะต้องเป็นของล้ำค่าที่สุดยอดมากแล้วน่ะสิ
“มันเป็นของของจอมราชัน หรือเซียนหวังอย่างนั้นรึ?” เฮ่อเฉินอดที่จะเอ่ยถามขึ้นมาอีก หลังจากที่ยังคงไม่สามารถมองรู้ถึงความลี้ลับของมัน
เถ้าแก่ร้านเฒ่าหัวเราะและกล่าวว่า “ไม่ใช่ของของจอมราชันหรือเซียนหวัง แต่ยิ่งกว่าของของจอมราชันหรือเซียนหวัง ของล้ำค่าชิ้นนี้ยากจะมีใครสามารถควบคุมมันได้ ต้องมีสุดยอดวาสนา เว้นแต่จอมราชันและเซียนหวังแล้ว ผู้ที่สามารถควบคุมของล้ำค่าชิ้นนี้ได้ จะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถเสมือนดั่งมักรแท้จริงบนท้องฟ้า”
ยิ่งเถ้าแก่ร้านเฒ่าพูดเช่นนี้ ยิ่งสร้างความแปลกใจให้กับพวกของเสิ่นเสี่ยวซัน มันคือของล้ำค่าเช่นใดกันแน่ ถึงกับบอกว่าไม่ใช่ของของจอมราชันหรือเซียนหวัง แต่ยิ่งกว่าของของจอมราชันหรือเซียนหวัง ทำให้พวกเขารู้สึกตะหงิดๆ อยู่ในใจ
“กล่าวสำหรับตระกูลของเจ้า ของล้ำค่าชิ้นนี้ไม่ได้มีค่าที่ตัวของมัน ไม่ได้อยู่ที่วัตถุดิบที่ทำ แต่อยู่ที่เรื่องราวเบื้องหลังของมัน ผู้ที่สร้างของล้ำค่าชิ้นนี้ขึ้นมา” เวลานี้ หลี่ชิเย่ที่จ้องมองดูแผ่นทองแดงตลอดมาอย่างเงียบๆ ได้เอ่ยขึ้นมาแผ่วเบา ครั้นเอ่ยมาถึงตรงนี้ได้ทอดถอนใจออกมาเบาๆ
“ท่านไปรู้เรื่องนี้มาได้อย่างไร” เถ้าแก่ร้านเฒ่าถึงกับหวั่นไหวในใจ และต้องก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง มองดูหลี่ชิเย่ด้วยความสะเทือนหวั่นไหว กล่าวสำหรับเขาแล้วมันคือเรื่องเหลือเชื่อเลยจริงๆ
เรื่องนี้นอกจากคนในตระกูลของเขาแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่บุคคลภายนอกจะรับรู้เรื่องนี้ได้
“ไม่มีอะไรที่ข้าไม่รู้” หลี่ชิเย่ละสายตากลับมา กล่าวท่าทีเฉยเมยว่า “ราชันประจัญบาน ถูกเก็บรักษาเอาไว้ที่นี่โดยตลอดก็นับว่าเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง คล้ายกับหอราชันอย่างนั้น”
หลังจากกล่าวจบคำแล้ว หลี่ชิเย่ไม่ได้ไปมองดูแผ่นทองแดงนี้อีกเลย สายตาของเขามองไปยังที่ๆ ห่างไกล ไม่รู้ว่าเขากำลังนึกถึงอะไรอยู่
สำหรับพวกของเสิ่นเสี่ยวซันได้แต่จ้องมองกันและกัน พวกเขาฟังแล้วก็จับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่สามารถรู้ถึงความลี้ลับมหัศจรรย์ที่แท้จริง แน่นอนความลี้ลับมหัศจรรย์ที่อยู่ในคำพูดคงมีเพียงเถ้าแก่ร้านเฒ่าที่ฟังรู้
“เอี๊ยด” ในเวลานี้ ประตูไม้ของร้านถูกเปิดออก ปรากฏคนหลายคนเดินเข้ามา ผู้ที่เดินนำหน้ามาเป็นเป็นชายหนุ่มที่มีอายุน้อยมาก
ชายหนุ่มผู้นี้มีพลังลมปราณอยู่เต็มเปี่ยม พลันที่เห็นก็รู้ว่ามีทักษะใช้ได้ สวมชุดที่หรูหราสวยงาม ทำให้ผู้พบเห็นรู้ได้ทันทีว่าเขามีชาติกำเนิดที่สูงส่งทรงอิทธิพล มีตำแหน่งไม่เบา
ด้านหลังของชายหนุ่มผู้นี้ติดตามมาด้วยศิษย์สามถึงห้าคน ศิษย์ทั้งหมดเหล่านี้ต่างมีฝีมือไม่ธรรมดา มีสายตาที่แหลมคม
สีหน้าของพวกสือโส่วพลันเปลี่ยนไปทันที เมือเห็นชายหนุ่มผู้นี้ก้าวเข้ามา พวกของเสิ่นเสี่ยวซันรีบก้มหน้าลง ไม่ต้องการให้ฝ่ายตรงข้ามเห็นหน้าของตน
แต่ว่า ทุกอย่างสายไปเสียแล้ว สายตาของชายหนุ่มที่มองกวาดเข้ามา พลันหยุดอยู่ที่พวกของสือโส่วสามคน หรือบางทีพวกเขาก็มาด้วยเรื่องของพวกสือโส่วสามคนนั่นแหละ
“ทำไมรึ ศิษย์ของสำนักต้นไม้เหล็กขยันวิ่งเต้นเหลือเกินเลยนะ สามารถเดินทางไกลนับสิบล้านลี้ถึงยังเมืองฉีหลินได้ นับว่าหาได้ยากยิ่ง ไม่ง่ายเลยนะเนี่ย” ชายหนุ่มผู้นี้ยิ้มเยาะ และกล่าวด้วยท่าทีฝืนยิ้มแบบไม่จริงใจและมีเลศนัย
ในเวลานี้ ทั้งเฮ่อเฉินและเสิ่นเสี่ยวซันต่างนิ่งเงียบ พวกเขาได้แต่มองไปที่สือโส่วในฐานะผู้อาวุโส